posted on 07 May 2008 21:42 by oldmustang
สวัสดียามดึกครับทุกท่าน ไม่ทราบว่าเอนทรี่ที่แล้ว ที่ผมลงบทความนี้ไป
สั้นไปหรือเปล่าครับ เพราะว่าผมสังเกตจากในคอมเม้นท์ของหลาย ๆ
ท่านดูท่าว่า อาจจะมีหลายท่านที่ยังจับใจความของบทความที่ว่านี้ไม่
ได้ครัีบ เอาเป็นว่าในเอนทรี่นี้ผมจะพยายามพิมพ์ให้เยอะกว่าเอนทรี่ที่แล้ว
เพื่อที่ว่าจะได้สะดวกต่อการทำความเข้าใจเนื้อเรื่องครับ เอาเป็นว่าผมขอ
เริ่มต่อจากตอนที่แล้วเลยนะครับ ส่วนท่านใดที่เพิ่งจะเข้ามาชมในเอนทรี่
นี้ ผมขอรบกวนให้ท่านลองย้อนกลับไปอ่านเอนทรี่แรกก่อนนะครับ โดย
ลิงค์ของเอนทรี่แรกอยู่ตรงนี้ึครับนิทานก่อนนิทราแห่งบาบิโลน ตอนที่1
"ก็ดั่งที่พวกท่านรู้นั่นแหละ ข้าเป็นลูกชายพ่อค้าสามัญ เป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวใหญ่ที่ไม่มีหวังว่าจะได้รับมรดกใด ๆ เลย และก็ดังที่ท่านกล่าวมาอย่า่งเปิดเผย ข้ามิได้มีพลังหรือปรีชาญาณอันใดสูงส่งเป็นพิเศษ แต่ข้าก็ตัดสินใจแล้วว่าข้าต้องบรรลุในสิ่งที่ปรารถนา ที่ต้องการคือเวลาและการศึกษาเท่านั้น"
"สำหรับกาลเวลาแล้ว คนทุกคนมีอย่างเหลือเฟือ พวกท่านแต่ละคนได้ปล่อยให้กาลเวลาผ่านเลยไป มากพอทีเดียวที่จะทำให้ท่านมั่งคั่งขึ้นมาได้. แต่กระนั้นพวกท่านก็ยังยอมรับว่าไม่มีอะไรมาอวดได้นอกจากครอบครัวที่ดี ซึี่งเป็นสิ่งเดียวที่พวกท่านภูมิใจ"
"สำหรับการศึกษา ครูผู้ชาญฉลาดของเราไม่ได้สอนไว้หรือว่ามันมีสองชนิดด้วยกัน ชนิดหนึ่งคือ สิ่งที่พวกเราเรียนและรู้มา อีกชนิดหนึ่งคือ การฝึกหัดที่จะสอนให้เรารู้ว่าจะค้นหาในสิ่งที่เรายังไม่รู้ได้อย่างไร"
"ดังนั้น ข้าจึงตกลงใจจะค้นหาว่าทำอย่างไรความมั่งคั่งของคนเราจะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ และเมื่อข้าค้นพบแล้วก็จะทำให้สิ่งนี้เป็นงานของข้า และจะทำให้ได้ดีด้วย. จะไม่เป็นการชาญฉลาดกว่าหรือ ที่จะเบิกบานหรรษาเอาไว้เมื่อเรายังอยู่ท่ามกลางความสว่างไสวแห่งแสงตะวัน เพราะเมื่อถึงเวลาที่จะต้องจำพรากไปสู่โลกแห่งวิญญาณอันมืดมิด เราก็ต้องเผชิญความโศกศัลย์มากพออยู่แล้ว
"ข้าได้งานเป็นอาลักษณ์ประจำหอจดหมายเหตุ วันละหลายชั่วยามที่ข้าจะต้องหลังขดหลังแข็งอยู่กับแผ่นจารึกดินเหนียว. สัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่า เดือนแล้วเดือนเล่า ที่ข้าต้องทำงานหนัก แต่กระนั้นรายได้ก็พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเท่านั้น. อาหาร เสื้อผ้า การบริจาคเป็นเทพบูชา และอื่น ๆ ที่ข้าก็จำไม่ได้เสียแล้ว กินเงินที่ข้าทำมาหาได้ไปเสียสิ้น. แต่การตัดสินใจที่ข้ากระทำไปแล้วยังมั่งคงอยู่.
"วันหนึ่ง อัลกามิช นายทุนเงินกู้ มายังที่ทำงานของข้า แล้วขอสำเนากฎหมายมาตราที่เก้าชุดหนึ่ง. เขากล่าวกับข้าว่า "ข้าต้องใช้มันภายในสองวัน ถ้าเจ้าคัดทันละก็ สองเหรีญทองแดงจะเป็นของเจ้า"
"ข้าจึงลงมือทำงานอย่างหนัก แต่กฎหมายมาตรานั้นยาวมาก เมื่ออัลกามิชกลับมางานจึงยังไม่เสร็จ. เขาโกรธมาก ถ้าข้าเป็นทาสของเขาคงโดนโบยไปแล้ว. แต่ข้ารู้ว่าเจ้านายของข้าคงไม่ปล่อยให้เขาทำร้ายข้าเป็นแน่ข้าจึงไม่กลัว. ข้ากล่าวกับเขาว่า "อัลกามิช ท่านร่ำรวยมาก. บอกข้าสิว่าทำอย่างไรข้าจึงร่ำรวยขึ้นมาบ้าง แล้วข้าจะนั่งจารึกแผ่นดินเหนียวให้ท่านตลอดคืน. งานจะเสร็จสมบูรณ์เมื่อตะวันขึ้น"
"เขายิ้ม แล้วตอบว่า เจ้านี่เหลี่ยมไม่เบาเลยนะ แต่เราจะเรียกมันว่าการต่อรองก็แล้วกัน"
"ข้านั่งจารึกอักษรตลอดทั้งคืน ถึงแม้ว่าหลังจะปวดร้าว และกลิ่นไส้ตะเกียงทำให้ปวดหัว นัยน์ตาก็พร่าไปหมด. แต่เมื่อเขากลับมาตอนตะวันขึ้น แผ่นจารึกก็เสร็จเรียบร้อยหมด"
"เอาละ ข้ากล่าวกับเขา บอกข้าตามที่ท่านได้สัญญาไว้ซิ"
"เจ้าทำข้อต่อรองในส่วนของเจ้าเสร็จสมบูรณ์แล้วลูกเอ๋ย" เขาพูดกับข้าอย่างปรานี. "ข้าก็พร้อมที่จะทำในส่วนของข้าเช่นกัน. ข้าจะบอกในสิ่งที่เจ้าปรารถนาจะรู้ เพราะข้าแก่แล้ว และลิ้นที่ชรานั้นชอบเอื้อนเอ่ย. เมื่อคนหนุ่มสาวมาหาผู้สูงวัยเพื่อขอคำแนะนำ ก็จะได้รับปรีชาญาณแห่งวันเวลาไป. แต่บ่อยครั้งเกินไปที่คนหนุ่มสาวคิดว่าคนแก่รู้เฉพาะแต่เพียงปรีชาญาณแห่งวันเวลาที่ล่วงเลยไปแล้วเท่านั้น เขาจึงไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย. แต่เจ้าจงจำไว้นะว่า ตะวันที่ส่องแสงสว่างอยู่ทุกวันนี้ก็คือตะวันดวงเดียวกับที่สาดส่องอยู่เมื่อครั้งพ่อของเจ้าพึ่งเกิด และก็จะยังสาดแสงอยู่ต่อไปจนกระทั่งหลานปู่คนสุดท้ายของเจ้าล่วงลับสู่ความมืดมิด"
"ความคิดของคนหนุ่ม" เขากล่าวต่อ "คือแสงเจิดจ้าที่สาดพุ่งไปข้างหน้า ประหนึ่งอุกาบาตที่มักจะทำให้ท้องฟ้าเรืองโรจน์ แต่ปรีชาญาณของผู้สูงวัยนั้น ประหนึ่งดาวฤกษ์ที่เปล่งแสงแน่วแน่จนกะลาสีสามารถยึดเป็นหลักนำร่องได้"
"ฟังคำข้าให้ดี ไม่งั้นเจ้าจะพลาดสัจจะที่ข้าจะถ่ายทอดให้ และจะคิดได้ว่าเสียเวลาตรากตรำทำงานตลอดคืนไปโดยเปล่าประโยชน์"
จากนั้นเขาก็มองข้าด้วยนัยน์ตาอันสุขุมลึกล้ำใต้ขนคิ้วดกหนา แล้วเอ่ยขึ้นด้วยเสียงทุ้มหนักว่า "ข้าพบหนทางสู่ความมั่งคั่งเมื่อข้ากำหนดได้ว่า หนึ่งส่วนของเงินทั้งหมดที่ข้าหาได้ เป็นของข้า เป็นของข้าและต้องเก็บรักษาไว้. เจ้าเองก็เช่นกัน"
"แล้วเขาก็จ้องมองข้าด้วยสายตาอันแหลมคม แต่มิได้พูดอะไรต่ออีกเลย"
"เท่านั้นเองหรือ ?" ข้าถาม
"นั่นเพียงพอแล้วที่จะเปลี่ยนจิตใจของคนเลี้ยงแกะให้กลายเป็นจิตใจของนายทุนเงินกู้ได้" เขาตอบ
"แต่ทั้งหมดที่ข้าหาได้ต่างหากคือส่วนของข้าไม่ใช่หรือ ?" ข้าเถียง
"ยังห่างไกลนัก เขาตอบ เจ้ามิได้จ่ายให้ช่างตัดอาภรณ์หรอกหรือ ? เจ้าิมิได้จ่ายให้สิ่งต่าง ๆ ที่เจ้ากินเข้าไปหรอกหรือ ? เจ้าจะอยู่ในบาบิโลนได้โดยไม่ต้องใช้จ่ายงั้นหรือ ? เงินที่เจ้าทำมาหาได้เมื่อเดือนที่แล้วอยู่ไหนล่ะ ? แล้วเมื่อปีที่แล้วล่ะ ? เจ้าโง่ ! เจ้าจ่ายเงินให้ทุกคนยกเว้นตัวเอง. ช่างเขลาอะไรเช่นนั้น. เจ้าทำงานหนักเพื่อคนอื่น เช่นเดียวกับทาสที่ทำงานเพื่อเสื้อผ้าและอาหารที่เจ้านายประทานให้. ถ้าเจ้าเก็บไว้ให้ตัวเองเพียงหนึ่งในสิบของที่ทำมาหาได้ เจ้าจะมีเงินเท่าไหร่ภายในสิบปี ?"
"ความรู้วิชาคำนวณของข้ายังไม่ทิ้งข้าไป จึงตอบไปว่า เท่ากับที่ข้าหาได้มันหนึ่งปี
"เจ้าพูดจริงเพียงแค่ครึ่งเดียว เขาย้อน ทองคำทุกชิ้นที่เจ้าเก็บไว้คือทาสที่ต้องทำงานให้เจ้า ทองแดงทุกเหรีญที่มันหามาได้คือลูกหลานของมัน และก็สามารถหาเพิ่มให้เจ้าได้เช่นกัน. ถ้าเจ้าอยากจะรวย สิ่งที่เจ้าเก็บไว้จะต้องหาเพิ่มให้เจ้าได้ และลูกหลานของมันก็เหมือนกัน ทั้งหมดอาจช่วยให้เจ้าเป็นเจ้าของทรัพย์จำนวนมากมากที่เจ้าร่ำร้องอยากจะมีได้
"เจ้าคิดว่าข้าคดโกงงานที่เจ้าทำมาตลอดทั้งคืน เขากล่าวต่อ แต่ข้าจ่ายสูงกว่าราคาจริงเป้นพัน ๆ เท่า ถ้าเจ้ามีปัญญาพอที่จะตรองหาสัจจะที่ข้าถ่ายทอดให้ได้
"ส่วนหนึ่งของทั้งหมดที่เจ้าทำมาหาได้ เป็นของเจ้าที่จะต้องเก็บไว้ต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบ ไม่ว่าเจ้าจะหามาได้น้อยเพียงไร. หรืออาจจะเก็บไว้มากเท่าที่เจ้าสามารถจะเก็บได้. จงจ่ายให้ตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก อย่าจ่ายให้ช่างตัดอาภรณ์หรือช่างตัดรองเท้ามากกว่าที่เจ้าจะจ่ายได้จากจำนวนที่เหลือ โดยยังมีพอสำหรับค่าอาหาร การกุศล และเทพบูชา"
"ความมั่งคั่งก็เช่นเดียวกับต้นไม้ มันงอกจากเมล็ดนิดเดียว. เหรีญทองแดงอันแรกที่เจ้าเก็บไว้ คือเมล็ดที่ต้นไม้แห่งความมั่งคั่งของเจ้าจะงอกงามแผ่กิ่งก้านสาขาต่อไป. ยิ่งเพาะมันลงเร็วเท่าไร ต้นไม้ต้นนั้นก็จะยิ่งเติบโตไวเท่านั้น. ยิ่งใส่ปุ๋ยและรดน้ำอย่างซื่อสัตย์ด้วยการเก็บหอมรอมริบไว้อย่างสม่ำเสมอเท่าไหร่ เจ้าก็ยิ่งได้เอนหลังใต้ร่มเงาของมันอย่างสบายอารมณ์เท่านั้น"
"กล่าวแล้ว เขาก็หอบแผ่นจารึกกลับไป"
"ข้าคิดหนักในสิ่งที่เขาพูด มันดูมีเหตุผลดี ดังนั้นข้าจึงตัดสินใจที่จะลองดู. แต่ละครั้งที่ได้เงินมา ข้าจะเก็บไว้หนึ่งในทุกสิบเหรีญ. มันก็แปลก เพราะข้าไม่ได้ขาดแคลนไปกว่าแต่ก่อนอย่างใด. แต่ข้าถูกเย้ายวนบ่อยครั้งทีเดียวขณะที่เงินสะสมเพิ่มมากขึ้น อยากจะจับจ่ายออกไป ซื้อของดี ๆ ที่พ่อค้านำมาแสดง ซึ่งขนมาโดยอุฐและเรือจากฟินิเชียน แต่ข้าก็ระงับความอยากไว้อย่างสุขุม"
ขออนุญาตทิ้งท้ายไว้แค่นี้ก่อนนะครับ เอาเ็ป็นว่าอดใจไว้
ตอนหน้านะครับ แล้วมาดูกันว่าผลของความอดทนของ
อาร์คัด จะประสบผลสำเร็จได้อย่างไรครับ ตอนนี้ พ่อม้าขอ
อนุญาตไปพักผ่อนก่อนนะครับ
#1 By ไอ้แป้น : i-phan on 2008-05-07 23:32